Pterygium คืออะไร ? ต้อเนื้อที่ผังผืดของเยื่อบุตา

Pterygium คืออะไร

ดวงตา คือ อวัยวะส่วนสำคัญที่มนุษย์จำเป็นจะต้องดูแลรักษาให้คงความปกติเอาไว้ซึ่งการมองเห็น โดยสายตาของมนุษย์นั้นมักจะต้องใช้ในการมองอยู่ตลอดเวลา แต่หากใช้สายตานานเกินไปโดยที่ไม่ได้พักนั้นก็อาจจะทำให้ดวงตาของเรามีปัญหาได้ โดยเฉพาะปัญหาตาแห้ง ที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศและผู้ที่ทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะประสบพบเจอกัน ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้ดวงตาของเรามีปัญหาได้ แต่อีกหนึ่งปัญหาที่ในปัจจุบันเรามักจะพบเจอเลยนั่นก็คือ “ต้อเนื้อ” หรือ “Pterygium

Pterygium คืออะไร

Pterygium คือ ต้อเนื้อ ที่ผังผืดของเยื่อบุตาที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มีลักษณะเป็นเยื่อสีแดง ที่เข้าใกล้หรือเข้าสู่นัยน์ตาดำ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดวงตานั้นเกิดอาการพร่ามัว โดยแรกเริ่มต้อเนื้อส่วนใหญ่มักจะพบเห็นที่บริเวณหัวตา แต่ก็มีบางเคสที่ต้อเนื้อนั้นเกิดขึ้นบริเวณหางตา โดยเยื่อสีแดงจะเริ่มเข้าใกล้นัยน์ตาดำขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยทิ้งไว้คิดว่ามันจะหายเองแล้วไม่รีบไปพบแพทย์ก็มีโอกาสที่เยื่อสีแดงนั้นจะเริ่มเข้าใกล้ดวงตามากขึ้นจนไปปิดบังม่านตาทำให้การมองเห็นนั้นเสื่อมสภาพลงและอาจนำไปสู่การตาบอดได้ในที่สุด

โดย Pterygium (ต้อเนื้อ) นั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างจากต้อลม ซึ่งก็มีผู้คนบางกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับลักษณะของ “ต้อเนื้อ” และ “ต้อลม” โดยต้อเนื้อนั้นจะเป็นเยื่อสีแดงที่มีลักษณะเป็นสีคล้ายเนื้อนูนขึ้นเล็กน้อยซึ่งต้อเนื้อจะมุ่งตรงเข้าสู่นัยน์ตาดำหรือลูกตาดำ แต่กลับกันกับต้อลมจะมีลักษณะที่เป็นเยื่อสีแดงเช่นกันเพียงแต่ต้อลมนั้นจะเป็นเส้น ๆ คล้ายเส้นเลือดเข้าสู่บริเวณรอบดวงตาดำแต่ไม่มุ่งสู่นัยน์ตาดำนั่นเอง อีกทั้งต้อลมยังมีโอกาศในการเกิดอันตรายต่อดวงตาน้อยกว่าต้อเนื้ออีกด้วย

Pterygium (ต้อเนื้อ) เกิดจากอะไร

Pterygium หรือ ต้อเนื้อนั้น เกิดจากการที่เราอยู่ในแดดนาน ๆ หรือผู้ที่ทำงานแล้วจำเป็นที่จะต้องรับแดดอยู่ตลอดจึงทำให้ดวงตาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการทำงานนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย นั่นก็คือต้อเนื้อนี้นั่นเอง เมื่อดวงตาได้รับหรือสัมผัสไอแดดมากเกินไป เยื่อบุของดวงตาก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสีแดงและมีก้อนเนื้อยื่นออกมาแล้วสามารถเข้าสู่ดวงตาดำได้ ทำให้การมองเห็นเกิดความผิดพลาด พร่ามัว และอาจนำไปสู่การสูญเสียดวงตาในที่สุดหากวางเฉยหรือปล่อยปะละเลย ไม่รีบไปพบแพทย์

ซึ่งเราจะสามารถพบผู้ที่เป็นต้อเนื้อ (Pterygium) ได้มากในประเทศที่อยู่ในเขตบริเวณเส้นศูนย์สูตรเพราะเป็นบริเวณที่มีไอแดดและมีอากาศที่ค่อนข้างร้อนไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์หรือประเทศอินโดนีเซีย ก็มีผู้ที่เป็นต้อเนื้อเป็นจำนวนมาก เช่นกัน อีกทั้งประเทศในเขตแถบร้อนแบบบ้านเรานั้นยังมีอาชีพที่ต้องเจอแดด เจอลม หรือต้องเจอฝุ่นอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะอาชีพก่อสร้างที่มักจะประสบกับปัญหาต้อเนื้ออยู่บ่อยครั้งนั่นเอง

ทำอย่างไรให้ไม่เป็น Pterygium (ต้อเนื้อ)

1. ตรวจสอบสายตาด้วยตนเอง

การตรวจสอบสายตาด้วยตนเองสามารถทำได้ทุกวัน โดยการใช้มือข้างหนึ่งปิดตาหนึ่งข้างเพื่อตรวจสอบว่าตาอีกหนึ่งข้างนั้นสามารถเห็นได้ชัดเจนหรือพร่ามัวอย่างไรบ้าง ซึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นอยู่แล้วเมื่อทำการตรวจสอบก็จะเห็นว่าสายตาทั้งสองข้างมีความพร่ามัวและชัดเจนพอ ๆ กัน แต่หากมีข้างหนึ่งข้างใดที่รู้สึกว่าพร่ามัวมากเกินไปก็ต้องตรวจสอบในตาของตัวเองอีกทีว่ามีเยื่อสีแดงคล้ายก้อนเนื้อยู่ในดวงตาหรือไม่เพราะถ้าหากมีควรรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกวิธี

2. ใส่แว่นกันแดด

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนจำเป็นจะต้องออกไปนอกบ้าน ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องเจอทั้งแดด ลม และฝุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อหรือ Pterygium ได้ ดังนั้น การใส่แว่นกันแดดเป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะสามารถป้องกันแดด ลม และฝุ่นที่จะสามารถเข้าตาของเรานั่นเอง อีกทั้งการใส่วันกันแดดยังสามารถป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดต้อเนื้อได้อีกด้วย

3. พักสายตา

พักสายตาในที่นี้ก็คือการพักสายตาจากหน้าจอทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือแล็บท็อปเนื่องจากการจ้องหน้าจอนาน ๆ จะทำให้เกิดอาการตาแห้งระคายเคืองตาหรือแสบได้ ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ก็แนะนำให้พักสายตาจากจอคอมสัก 1-2 ชั่วโมง หรือหากเกิดอาการแสบระคายเคืองสามารถหยอดด้วยน้ำตาเทียมได้เช่นกัน

4. ตรวจสายตาปีละ 1 ครั้ง

การตรวจสายตาปีละ 1 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยที่สมควรแก่การดูแลสุขภาพเพราะผู้คนในช่วงอายุเท่านี้นั้นเป็นวัยที่ผ่านการเจอแดด ลม และฝุ่นรวมถึงรังสีอัลตร้าไวโอเลตมามากพอสมควร ดังนั้นการตรวจดวงตาปีละ 1 ครั้งจะทำให้สามารถห่างไกลจาก Pterygium หรือต้อเนื้อได้นั่นเอง

บทสรุป Pterygium

Pterygium คือ เป็นอาการที่เยื่อบุตาเกิดความผิดปกติ โดยจะมีการอักเสบที่บริเวณเยื่อบุตา ทำให้มีเยื่อสีแดงคล้ายก้อนเนื้อมุ่งเข้าสู่ดวงตาดำเป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาของผู้ที่มีอาการในลักษณะนี้เกิดการพร่ามัว ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทดลองตรวจสอบสายตาด้วยตนเองซึ่งก็มีวิธีในการทำง่ายเพียงใช้แค่มือทั้งสองข้างและหากมีความผิดปกติใด ๆ ขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น